วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2564

แถลงร่วม 3 ฝ่าย สรุปผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

 6 พ.ค. 2564 16:54 น.    เข้าชม 85

          วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พันเอก เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วย พันตำรวจเอก วศิน จินตเสถียร ผู้ช่วยโฆษกกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นาย ธีรพงษ์ เพชรรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ / โฆษกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงการปฏิบัติงานในห้วงเดือนที่ผ่านมา

          พันเอก เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ในห้วงเดือน เม.ย.64 กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ควบคุมพื้นที่ ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ด้านการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย จัดกำลัง 3 ฝ่าย เข้าพิสูจน์ทราบและบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถกระบะบรรทุกสินค้าและราดน้ำมันจุดไฟเผาเกิดเพลิงไหม้ทั้งคัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย รวมทั้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน ยิงใส่ขบวนรถไฟท้องถิ่นที่ 464 สุไหงโก-ลก – พัทลุง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ขบวนรถได้รับความเสียหายเล็กน้อย ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน โดยคนร้ายเข้ามาหลบซ่อนในพื้นที่ บ้านบาตูบือละ หมู่ที่ 2 ตำบลสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา และได้เกิดการยิงต่อสู้กันขึ้นเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย จับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ 1 ราย และมีผู้ก่อเหตุรุนแรง เสียชีวิต 2 ราย โดยเหตุคนร้ายยิงรถส่งสินค้าและราดน้ำมันจุดไฟเผาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ทำให้ครอบครัวกิตติประภานันท์เสียชีวิต 3 คน เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง จากหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆที่บันทึกไว้ได้ รวมทั้งผลจากการพิสูจน์ปลอกกระสุนของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ตามที่ได้เป็นข่าวออกไปแล้วนั้น ซึ่งต่อมาได้มีเพจเฟสบุ๊ครวมทั้งแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นภาพเก่าและให้ร้ายว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง เพื่อมุ่งหวังสร้างสถานการณ์ โดยมีการระบุชี้ให้เห็นว่า วันที่และเวลาที่บันทึกในกล้องนั้นไม่ใช่วันเวลาปัจจุบัน เป็นวันที่ 29 สิงหาคม 2017(2560) เวลา 1109 ซึ่งเป็นภาพเก่า ที่เจ้าหน้าที่ได้นำมาบิดเบือนใส่ร้ายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทำให้ผู้เข้าไปแสดงความเห็นคล้อยตาม

          ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแจ้งให้ทราบว่า ภาพในกล้องวงจรปิด ที่ตั้งอยู่บริเวณแยกบ้านใหญ่ /รร.บ้านละหาร และบ้าน ผู้ใหญ่บ้านตำบลละหาร เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2564 จริง แต่กล้องวงจรปิดแยกบ้านใหญ่มีความแตกต่างคือวันที่เวลาผิด เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค เช่น ไฟดับโปรแกรมรีเซตค่าของตัวเองใหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้สังเกตวันที่เวลาที่ผิดไป อีกทั้งภาพจากกล้องทั้ง 3 ตัวที่ปรากฎจะเห็นรถยนต์ของผู้เสียชีวิตเหมือนกันทุกอย่าง ที่สำคัญยังบันทึกภาพผู้ต้องสงสัยใส่หน้ากากอนามัยป้องกันโควิด – 19 ปิดบังใบหน้า ซึ่งหากย้อนไปปี 2017 หรือ พ.ศ. 2560 ณ ขณะนั้น ยังไม่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 คงไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัยขับรถจักรยานยนต์ อีกทั้งผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อปลอกกระสุนปืนวัตถุพยานของกลุ่มคนร้ายในที่เกิดเหตุพบว่า ผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนถึง 4 กระบอกในการก่อเหตุ ประกอบด้วย อาวุธสงคราม ปืน AK 102 , M 16 และ ปืนสั้นขนาด 9 มม. อีก 2 กระบอก โดยเฉพาะ ปืน AK 102 ที่มีประวัติใช้ก่อเหตุมาแล้ว 5 คดี ปืนสั้น อีก 2 กระบอก ใช้ก่อเหตุรวมกัน 8 คดี เป็นเหตุการณ์ความมั่นคง 6 คดี ทั้งนี้ เชื่อว่าเป็นความพยายามของเพจแนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่นำข้อมูลผิดพลาดดังกล่าวมาบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ เพื่อตลดความน่าเชื่อถือเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ด้วยเหตุนี้ กล้องวงจรปิดถือเป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามตัวคนร้าย ทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงมักเผากล้องวงจรปิด ตามจุดสำคัญต่างๆ อยู่เป็นประจำ จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เปิดรับข้อมูลข่าวสารทางสื่อต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มขบวนการที่ไม่หวังดี ด้านการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมและการช่วยเหลือประชาชน ในห้วงที่ผ่านมา หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สงขลา และ ฉก.นย.ทร. ได้ดำเนินโครงการซ่อมแซมบ้านให้กับประชาชนผู้ยากไร้ในเขตรับผิดชอบของหน่วย รวม 68 หลัง เพื่อส่งมอบความสุขให้กับพี่น้องประชาชนที่ด้อยโอกาสในสังคม และสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้

          ด้านการช่วยเหลือประชาชนและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ตามแนวชายแดน จัดตั้งโรงพยาบาลสนามกองทัพบก สนับสนุน ในพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสนามกองทัพบก ร.5 พัน.3 โรงพยาบาลสนามค่ายมหาจักรีสิรินธร จำนวน 100 เตียง และ โรงพยาบาลสนามกองทัพบก กรม สน.พล.ร.15 สนับสนุน 100 เตียง ทั้งนี้ มทภ.4/ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้กำลังป้องกันชายแดนเพิ่มความเข้มในการลาดตระเวนแนวชายแดนไทย -มาเลเซีย ยกระดับการเฝ้าระวังป้องกันสกัดกั้นผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านทางช่องทางธรรมชาติ ที่อาจมาพร้อมเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดียและแอฟริกาใต้ที่กำลังแพร่ระบาดในมาเลเซียและพบมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอยู่ในขณะนี้ โดยให้เข้มงวดมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้อนุมัติกำลังทหารเพิ่มเติม เพื่อลาดตระเวนเฝ้าตรวจแนวชายแดน และมีการปรับแผนมาตรการป้องกันเข้มงวดมากยิ่งขึ้น สำหรับข้อกังวลในช่วงฮารีรายอของพี่น้องมุสลิมที่มีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีผู้ลักลอบกลับมาจำนวนมากนั้น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับไว้หมดแล้ว แต่หากมีการลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ ในช่วงดังกล่าวแล้วหลุดจากชายแดนไปก็จะมี ก็จะมี อสม. ผู้นำชุมชน ดูแลอีกชั้นหนึ่งเพื่อนำเข้ากระบวนการคัดกรองโรคทั้งหมด นอกจากนี้ การดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดนให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด – 19 โดยขณะนี้ได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด – 19 ให้แก่เจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจตามแนวชายแดนทั้งฝั่ง ไทย-มาเลเซีย และ ไทย – พม่า และให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รวมถึงการปฏิบัติงานต้องมีการป้องกันตนเองจากเชื้อตามมาตรการที่รัฐกำหนดเพื่อให้มีความปลอดภัยทั่วกัน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในห้วงเดือนตุลาคม 2563 ถึง 30 เม.ย. 64 มีผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดได้ 7,138 คดี ผู้ต้องหา 7,526 คน ยาบ้ากว่า 3,405,579 เม็ด ไอซ์ 669.45 กิโลกรัม เฮโรอีน 9.01 กิโลกรัม ใบพืชกระท่อม 29,148 กิโลกรัม ตรวจสอบทรัพย์สิน 47 ราย มูลค่ารวม 27,081,711 บาทนำผู้เสพสารเสพติดเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู 1,997 คน ติดตามผู้ผ่านการบำบัด 2,123 ราย

          พันตำรวจเอก วศิน จินตเสถียร ผู้ช่วยโฆษกกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยถึงสถิติการเกิดเหตุ เดือน เมษายน 2564 ว่า มีเกิดเหตุรวม 33 เหตุ เป็นเหตุก่อความไม่สงว 18 เหตุ เหตุส่วนตัว 10 เหตุ เหตุก่อกวน 4 เหตุ และเหตุปะทะ 1 เหตุ มีการออกหมายจับ ป.วิอาญา คดีความมั่นคง จำนวน 15 หมาย ผลคำพิพากษาคดีความมั่นคง เดือนเมษายน 2564 มีผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ และศาลฎีการวม 5 คดี จำเลย 15 คน แยกเป็นลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต 4 คน จำคุกไม่เกิน 50 ปี 6 คน และยกฟ้อง 5 คน สำหรับความคืบหน้าคดีสำคัญเหตุปล้นรถยนต์บริษัทขนส่งเอกชนเพื่อนำไปประกอบระเบิด หลัง สภ.รามัน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564 ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับ 9 หมาย จับกุม 1 คน หลบหนี 8 คนและมีการขยายผลดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ขายซิมการ์ดให้กับผู้ซื้อจำนวน 3 คน ที่มีการจดทะเบียนชิมการ์ด์โทรศัพท์เคลื่อนที่แทนผู้อื่น และคนร้ายได้นำชิมการ์ดหมายเลขดังกล่าวไปใช้ในการก่อเหตุในคดีความมั่นคง ศาลได้มีคำพิพากษาปรับคนละ 5,000 บาท เหตุขว้างระเบิดไปป์บอมใส่ฐานปฏิบัติการ ชคต.ลุโบ๊ะบายะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อ 22 เมษายน 2564 ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์อาวุธที่ตรวจยึดได้พบว่าเคยใช้ก่อเหตุในคดีอื่นมาแล้วจำนวน 10 เหตุ ขยายผลจากการซักถามผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวในที่เกิดเหตุ ทำให้สามารถรู้ตัวผู้ร่วมกระทำความผิดและควบคุมตัวเพิ่มเติมอีกจำนวน 7 คนซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินกรรมการวิธีซักถาม คำพิพากษาคดีที่สำคัญ คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส เมื่อ 25 เมษายน 2564 ศาลฎีกามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 2 คน คดีลอบวางระเบิดเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อปี 2559 ศาลฎีกามีคำที่ 2 มีนาคม 2564 ศาลฎีกา ลงโทษประหารชีวิต 6 คน จำคุกตลอดชีวิตจำคุก 36 ปี 8 เดือน 1 คน คดีลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 4412 เสียชีวิต 4 นาย เมื่อ 22 เมษายน 2560 ศาลฎีกา มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ศาลฎีกา ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต2 คน จำคุก 18 ปี 1 คน และจำคุก 14 ปี 2 คน

          ด้าน นาย ธีรพงษ์ เพชรรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ / โฆษกศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ศอ.บต. ได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกเคหะสถานและในที่สาธารณะ ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง รวมทั้งงดออกนอกเคหะสถาน ในช่วงเวลาเคอร์ฟิวตั้งแต่ 22.00 น.- 4.00 น. รวมทั้งในช่วงใกล้เทศกาลวันรายอ ซึ่งจะเป็นช่วงที่พี่น้องมุสลิมจะจับจ่ายซื้อของขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด รวมทั้งปฏิบัติตามประกาศของผู้ว่าราชจังหวัดอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมีความห่วงใยถึงเจ้าหน้าที่ทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมีความปลอดภัยทั่วกัน และให้ติดตามสถานการณ์ชายแดน สกัดกั้นการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและเข้มมาตรการควบคุมโรคโควิด 19 ที่กำหนดอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องเฝ้าระวังสูง กับความเสี่ยงของ COVID-19 สายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในมาเลเซีย ที่อาจเข้ามาพร้อมกับผู้ที่เดินทางกลับจากมาเลเซีย ซึ่งจำเป็นต้องคัดกรองอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำให้คนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมาย ห้ามหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างจะเข้าช่วยเหลือ รวมทั้งห้ามปลอมแปลงเอกสารทางราชการปลอมเพราะจะมีโทษในคดีอาญาอย่างหนัก สำหรับบุคคลใดที่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วนโปรดลงทะเบียนทางเว็ปไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ แต่หากเอกสารการเดินทางหมดอายุ หรือ ไม่เคยมีเอกสารการเดินทางใดๆเลย ขอให้ติดต่อศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงการต่างประเทศ ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง หรือ ติดต่อศูนย์ดำรงธรรมผ่านศูนย์ดำรงธรรมที่สะดวก ซึ่งทุกแห่งพร้อมให้ความช่วยเหลือคนไทยเพื่อให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายโดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดีในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ผู้ประสงค์จะกลับเข้ามาในราชอาณาจักร สามารถติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-7677008

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความคิดเห็น