วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2564

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ลดคดีล้นศาล-สร้างสังคมสมานฉันท์

 3 มี.ค. 2564 06:23 น.    หมวดหมู่ กระบวนการยุติธรรม

พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อลดการนำคดีเข้าสู่ศาลโดยไม่จำเป็น และลดบรรยากาศความขัดแย้งในสังคม จึงเปิดช่องทางให้คู่กรณีในข้อพิพาททางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบางประเภท สามารถไกล่เกลี่ยโดยมี“ผู้ไกล่เกลี่ย”เป็นคนกลาง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้บุคคลที่ต้องการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยต้องได้รับการขึ้นทะเบียนด้วย
ทัศนีย์ เปาอินทร์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมในฐานะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.)กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ต้องผ่านหลักสูตรการอบรมเป็นเวลา 36 ชั่วโมง โดยจะได้รับการประกาศรับรองจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 4,025 คน และมาขึ้นทะเบียนกับกรมคุ้มครองสิทธิ์แล้ว 1,253 คน นอกจากนี้ยังมีภาคประชาชนมาขึ้นทะเบียนกับศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนอีก 1,398 คน
-->
ซึ่งผู้ไกล่เกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนไว้สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับทางแพ่ง เกี่ยวกับที่ดินที่ไม่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ข้อพิพาทระหว่างทายาทและทรัพย์มรดก ข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่ มีทุนทรัพย์ไม่เกิน5 ล้านบาท หรือ ข้อพิพาท ความผิดอาญาอันยอมความได้ เป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่มีโทษสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ซึ่งรัฐไม่ใช่ผู้เสียหาย
“ข้อดีของผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.นี้ ก็คือข้อตกลงระหว่างคู่กรณีที่เข้ามาโดยสมัครใจ เมื่อมีผู้ไกล่เกลี่ย ที่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นคนกลาง ก็จะมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย หมายความว่าถ้าหากมีคนไม่ยอมปฏิบัติตามก็สามารถนำข้อตกลงนี้ไปยื่นต่อศาล เพื่อให้ออกหมายบังคับคดีต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นข้อหนึ่งที่ทำให้กระบวนการนี้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในการที่จะบังคับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี”ทัศนีย์ กล่าว
รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนไว้ หากบุคคลใดมีศักยภาพก็สามารถเปิดเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนซึ่งศูนย์นี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในชุมชน โดยปัจจุบันทั่วประเทศ มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน 222 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ 71 แห่ง และกรมตั้งเป้าไว้ว่าจะตั้งให้ครอบคลุม 180 แขวงของกรุงเทพฯ และ 8,887 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการสมานฉันท์ สร้างวัฒนธรรมการไกล่เกลี่ยในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ กระบวนการไกล่เกลี่ยแบบเดิมที่ดำเนินการผ่าน ศูนย์ยุติธรรมชุมชน ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาสู่การดำเนินการที่มีผลตามกฎหมาย จึงต้องให้ศูนย์ฯ ทุกแห่งเป็นไปตามระบบและมาตรฐานเดียวกัน โดยหากศูนย์ยุติธรรมชุมชนแห่งใดได้รับการยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนแล้ว เมื่อคู่กรณีพิพาทสมัครใจที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยแล้ว จากนั้นก็ทำความตกลงจะเลือกผู้ไกล่เกลี่ยคนใดก็ได้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมฯ
เมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยผู้ไกล่เกลี่ยได้ดำเนินการเจรจาจนได้ข้อตกลงเป็นที่ยุติทั้งสองฝ่ายแล้ว และทำบันทึกข้อตกลงก็ถือว่าจบกระบวนการ และบันทึกนี้จะมีผลตามกฎหมายทันที หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามตามข้อตกลงดังกล่าวสามารถส่งเรื่องต่อศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีให้มีผลปฏิบัติเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงได้ทันที โดยที่ไม่ต้องมีการยื่นฟ้องศาลให้สืบพยานในชั้นศาลอีก
“การที่จะสามารถตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนมีระดับขนาดเล็กมีคณะทำงานรวม 10 คน ขนาดกลาง 20 คน และขนาดใหญ่มากกว่า 20 คนขึ้นไปโดยพิจารณาจากจำนวนคนในชุมชน รวมทั้งต้องมีองค์ประกอบการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องมีผู้ที่ได้รับการอบรมหลักสูตร1 คน เป็นอย่างน้อยประจำศูนย์ฯ โดยขณะนี้กรุงเทพฯ มีผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้มากกว่า 500 คน คนกลุ่มนี้สามารถทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยได้ในทั้ง 71 ศูนย์ฯ ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ
โดยเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นคู่พิพาทก็สามารถจะเลือกใครก็ได้ที่อยู่ใน 500 คนนี้ มาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้ หรือจะให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้เลือกให้ก็ได้ ขณะที่ในต่างจังหวัดมีผู้ที่ได้รับการอบรมไกล่เกลี่ยและขึ้นทะเบียนไว้มีอยู่ประมาณ 5-10 คนโดยประชาชนสามารถยื่นขอบริการไกล่เกลี่ยได้ทุกพื้นที่ ไม่จำกัดพื้นที่เหมือนเขตอำนาจศาลเป็นตัวกำหนด”ทัศนีย์ อธิบาย
อนึ่ง หลักสูตรการอบรมผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับสถาบันพระปกเกล้า มีการนำหลักสูตรไปทำประชาพิจารณ์ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เนื้อหาในหลักสูตรผู้ที่ได้รับการอบรมจะต้อง 1.มีความรู้ด้านกฎหมายทั่วไป 2.เข้าใจเทคนิคทางกฎหมายทั้งแพ่งและอาญาว่าอะไรที่ทำได้-ทำไม่ได้ 3.มีทักษะด้านจิตวิทยาการไกล่เกลี่ย ทั้งการพูด เข้าใจ วิเคราะห์ปัญหา และ 4.ทักษะการลงมือปฏิบัติ (Role Play)
ขณะที่การฝึกอบรม นอกจากสถาบันพระปกเกล้าแล้ว ในกรุงเทพฯ ยังมีทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกริก ส่วนในต่างจังหวัด จะมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยบูรพาที่จะเข้ามาร่วมช่วยอบรมหลักสูตร ให้กับผู้ที่มีจิตอาสาและมีความสนใจด้านการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้มีทักษะและมีความรู้
“สำหรับการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวนี้ ใช้ระยะเวลา การอบรมอย่างน้อย 36 ชั่วโมง เช่น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เติม เนื้อหาหลักสูตรวิถีพุทธ 12 ชั่วโมงจึงทำให้รวม 48 ชั่วโมง ม.ขอนแก่น ทำการอบรมให้กับแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี เติมการอบรมวิถีทางแพทย์เข้าไปด้วย ซึ่งปัญหาทางการแพทย์ มีเรื่องของการฟ้องร้อง จึงมีการเรียนเพื่อทำการไกล่เกลี่ย เรื่องการฟ้องร้องทางการแพทย์ ซึ่งมีประมาณ 40 คนที่อบรมเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ ยื่นสมัครขึ้นทะเบียนผู้ไกล่เกลี่ยกับกรมคุ้มครองสิทธิ์”รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพระบุ
ปัจจุบันหลักสูตรฝึกอบรมผู้ไกล่เกลี่ยได้รับความสนใจจากหลากหลายหน่วยงาน นอกจากกระทรวงสาธารณสุขที่มักพบปัญหาข้อพิพาทระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับคนไข้หรือญาติผู้ป่วย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสภาทนายความที่เป็นด่านหน้าเผชิญกับคดีความต่างๆ แล้ว“องค์กรศาสนา”ก็เป็นอีกภาคส่วนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
มีความร่วมมือกันระหว่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อนำหลักสูตรไปอบรมให้กับผู้นำศาสนาทุกมัสยิด ช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยใช้กฎหมายนี้โดยเฉพาะในคดีมรดกของชาวมุสลิม และทางสำนักจุฬาราชมนตรีก็เห็นประโยชน์เช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างเนื้อหาที่จะทำบันทึกความตกลง (MOU) ร่วมกัน เช่นเดียวกับในส่วนของศาสนาพุทธ มหาเถรสมาคมก็ต้องการให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน อยู่ในกลไกของวัดจำนวน 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ
“สำหรับศูนย์ไกล่เกลี่ยที่จะเปิดนี้จะต้องมีการฝึกอบรมให้ก่อน3 วัน เหมือนกับ ก่อนที่จะเปิดร้านยาจะต้องรู้ว่าขายยายังไงขายยาอะไรได้บ้าง ต้องออกใบเสร็จยังไงซึ่งเราจะต้องมีการสอน หลังจากนั้นก็จะมีการมอบป้ายเปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน”รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในท้ายที่สุด
สิริพร พานทองถาวร

ที่มา: www.naewna.com
News Code: edu g:naewna g:agency p:wnn v:netnews

ความคิดเห็น